สมุนไพรรักษาโรคไตในแมว

สมุนไพรรักษาโรคไตในแมว เรื่องน่ารู้ของเหมียวที่เป็นโรคไต

สมุนไพรรักษาโรคไตในแมว
cats maxresdefault-3 maxresdefault-2
สมุนไพรรักษาโรคไตในแมว สำหรับรักษาแมวที่เป็นโรคไต อีกหนึ่งโรคร้ายแรงที่เกิดกับแมวที่มีอายุมาก อีกสาเหตุที่ทำให้แมวเสียชีวิต ที่คุณสามารถดูแลและป้องกันแมวจากโรคด้วยสมุนไพรดังต่อไปนี้

โรคไต เป็นหนึ่งในโรคที่พบได้ในสัตว์เลี้ยง ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับแมวที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป โดยประสิทธิภาพการกำจัดของเสียในเลือดและควบคุมความดันเลือดจะลดลง โรคนี้จะไม่แสดงอาการรุนแรงออกมาอย่างเด่นชัด เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด แต่แมวจะไม่เสียชีวิตเฉียบพลัน สามารถอยู่ได้หลายปีถ้าเจอตั้งแต่เนิ่น ๆ และดูแลอย่างถูกวิธี วันนี้กระปุกดอทคอมก็นำข้อมูลเกี่ยวกับโรคไตในแมวและสมุนไพรรักษาโรคไตในแมวมาฝากค่ะสาเหตุของโรคไตสาเหตุของโรคไตในแมวเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกันทั้งการกินอาหารสำเร็จรูปที่เค็มจัด มีค่าโปรตีนสูง การดื่มน้ำจากแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด เช่น น้ำตามกระถางต้นไม้ น้ำตามพื้น การติดเชื้อเรื้อรัง อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ เมื่อแมวมีอายุมากประสิทธิภาพการทำงานของไตจะลดลง

อาการ

เนื่องจากไตทำหน้าที่เอาของเสียออกจากเลือด รักษาสมดุลแร่ธาตุ และควบคุมความดันเลือด ดังนั้นเมื่อไตถูกทำลาย ร่างกายของแมวจะแสดงอาการเบื้องต้นคือ กินน้ำเยอะ ปัสสาวะบ่อย ในระยะที่ 2 เป็นภาวะที่ไตเสียหายมากกว่า 75% ระยะนี้จะแสดงอาการซึม เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาเจียน และถ่ายเหลว ส่วนระยะสุดท้ายอาการจะรุนแรงมากขึ้น จะมีอาการอาเจียนบ่อยครั้ง ถ่ายเหลวสีดำคล้ำ มีกลิ่นปาก กินอาหารไม่ได้ หมดแรง และถ้าเกิดภาวะของเสียคั่งในเลือดมาก ๆ จะเกิดอาการชัก หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด

สมุนไพรรักษาโรคไตในแมว

วิธีป้องกัน

ในการป้องกันโรคไตนั้นควรควบคุมเรื่องของโภชนาการ อาหารที่ให้ไม่ควรเค็มจัด ความสะอาดของน้ำและอาหารด้วย รวมถึงการตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจเลือด และปัสสาวะ เมื่อพบอาการจะได้รักษาทัน ชะลอความเสียหายของไต

สมุนไพรที่ช่วยรักษาโรคไตในแมว

1. รากแอสตรากาสัส  

รากแอสตรากาสัสมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระและแบคทีเรีย มีคุณสมบัติเด่นในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไต

2. ใบแดนดิไลออน

ใบของดอกแดนลิไลออนมีวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยบรรเทาอาการเกี่ยวกับโรคไตในแมว อย่างเช่น วิตามินเอ  ซีและกลุ่มวิตามินบี เหล็ก โพแทสเซียม และแมกนีเซียม

3. รากโกโบ

มีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ธาตุ ฟอสฟอรัส มีสารออกฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย ขับของเสียออกจากร่างกาย ช่วยลดการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะและช่วยในการฟอกเลือดให้สะอาด

4. ฮอร์ธอร์น

มีสรรพคุณช่วยการหดตัวและขยายของเส้นเลือด การไหลเวียนของเส้นเลือด ช่วยลดความดันโลหิต รักษาความดันโลหิตในร่างกายแมวให้เป็นปกติ

5. แปะก๊วย

ใบแปะก๊วยมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความแข็งแรงและเปิดหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี นอกจากนั้นยังมีผลดีกับเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อเรียบในกระเพาะปัสสาวะอีกด้วย

6. รากต้นโกลเด้นซีล

ต้นโกลเด้นซีลมีแคลเซียม เหล็ก แมงกานีส วิตามิน เอ ซี อี และกลุ่มวิตามินบี มีคุณสมบัติช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิต้านทาน

7. ผงจากรากพาร์สลีย์

พาร์สลีย์เป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการทำงานของไต มีสารขับปัสสาวะ มีธาตุเหล็กที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคโลหิตจาง

8. หญ้าปักกิ่ง

หญ้าปักกิ่งเป็นตัวช่วยเสริมการรักษาเท่านั้น ยังไม่มีงานวิจัยมารองรับ แต่มีใช้กันในวงการสัตวแพทย์มาระยะหนึ่งแล้วในฐานะการรักษาทางเลือก ทั้งนี้บางอาการของโรคไตก็ไม่สามารถรักษาได้ด้วยหญ้าชนิดนี้

สมุนไพรช่วยรักษาโรคไตในแมวเหล่านี้ แม้จะมีฤทธิ์ช่วยรักษาโรคไตในแมวได้ แต่ก็ทำควบคู่ไปกับวิธีการรักษาที่ถูกต้องด้วย และเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาเท่านั้น ฉะนั้นก่อนตัดสินใจรักษาโรคไตในแมว ปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนจะดีกว่าค่ะ

ดอร์เมาส์ อัศจรรย์กระรอกจิ๋ว

ดอร์เมาส์ อัศจรรย์กระรอกจิ๋ว

“ดอร์เมาส์” อัศจรรย์กระรอกจิ๋ว (เทคโนโลยีชาวบ้าน)

โดย พิชิต ไทยยืนวงษ์
คอลัมน์ ปลาสวยงาม

คงเป็นไปได้ยากหากจะจับกระรอกธรรมชาติมาเลี้ยงให้เชื่องโดยง่าย นอกเสียจากจะเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็กคอยป้อนอาหาร ป้อนนม จนมันคุ้นชิน แล้วดูแลเอาใจใส่จนมันเติบโตกลายเป็นกระรอกเต็มวัยขนาดพอสองอุ้งมือ

แต่ถ้าเป็นกระรอกบางชนิด แม้คุณจะเลี้ยงให้โตแค่ไหน มันก็จะมีขนาดเพียงอุ้มมือเดียวเท่านั้น!! ราวกับว่ามันเป็นลูกกระรอกไม่ยอมโต เหมือนกับเจ้า “ดอร์เมาส์” (dormouse) สัตว์เลี้ยงตัวจิ๋วของ คุณปีย์ชนิตว์ เกษสุวรรณ หรือ คุณปีย์

หนุ่มเชียงใหม่ ที่ชื่นชอบกระรอกชนิดนี้เป็นพิเศษ ขณะที่เมืองไทยยังไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก แต่เขาก็ศึกษาและเสาะหามาเลี้ยงได้อย่างดี โดยเริ่มจากการหาซื้อทางเว็บไซต์ 1 คู่ จนสามารถขยายพันธุ์และเลี้ยงดูดอร์เมาส์ จำนวน 10 ตัว ในปัจจุบัน

“ผมเริ่มรู้จักกับเจ้ากระรอกจิ๋วเมื่อราวปลายปี 49 จากที่โพสต์ไว้ในเว็บไซต์สัตว์เลี้ยงของไทยที่อาศัยอยู่ในเยอรมัน หลังจากนั้นราวเดือนมีนาคม 50 มีร้านสัตว์เลี้ยงในจตุจักรก็ได้นำดอร์เมาส์ เข้ามาขาย แต่ราคาค่อนข้างแพง ผมจึงไม่ได้ซื้อไว้ในตอนแรก ต่อมาไม่นานก็มีคนเลี้ยงประกาศขายเองทางอินเตอร์เน็ต เลยตัดสินใจซื้อมาเลี้ยง 1 คู่ จนปัจจุบันมีประสบการณ์มากขึ้น และสนุกกับการเลี้ยงสัตว์ชนิดนี้” คุณปีย์ เล่า

นักวิทยาศาสตร์จัดดอร์เมาส์แยกออกจากกลุ่มหนูและกระรอก ซึ่งมีมากกว่า 20 สายพันธุ์ สามารถพบได้ทั้งในญี่ปุ่น ยุโรป และแอฟริกา โดยแต่ละชนิดมีถิ่นที่อยู่ สีสัน และขนาดที่แตกต่างกันไป แต่เกือบทุกชนิดมีลักษณะรูปร่าง และนิสัยคล้ายกระรอก ซึ่งดอร์เมาส์ที่คุณปีย์เลี้ยงไว้นั้นเป็นสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงมากที่สุด คือ “ปิ๊กมี่ดอร์เมาส์” (African pygmy dormouse) มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตอนกลางจนถึงตอนใต้ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เล็กที่สุด จนมีฉายาว่ากระรอกจิ๋ว (micro squirrels) เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดลำตัวเพียง 3-4 นิ้ว มีน้ำหนักแค่ประมาณ 25-30 กรัม มีหางฟูยาวเท่ากับลำตัว สีขนด้านบนเป็นสีเทาอ่อน แต่พออายุมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ด้านท้องสีขาวครีม

คุณปีย์ บอกว่า ในประเทศไทยนับว่ามีการนำเข้าดอร์เมาส์จากแอฟริกา และฟาร์มจากญี่ปุ่นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น จึงเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีจำนวนน้อยมากในบ้านเรา ส่วนชื่อดอร์เมาส์ มาจาก คำว่า “Dor” ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า “ผู้หลับใหล” มันถูกเรียกตามพฤติกรรมที่ต้องนอนจำศีลตลอดฤดูหนาวที่อาหารขาดแคลน เมื่ออากาศเย็นลงดอร์เมาส์จะหาโพรงไม้ รังนกเก่า หรือแทะผลโอ๊กให้เป็นโพรงเพื่อเข้าไปจำศีล แต่พฤติกรรมนี้จะไม่เกิดในเมืองไทย เพราะเป็นเมืองร้อน ดังนั้นการเลี้ยงดอร์เมาส์จึงต้องมีจัดสถานที่และควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม

“พวกมันเป็นสัตว์กลางคืน แต่ในธรรมชาติพวกมันอาจจะหากินแทบทั้งวัน แต่ถ้าเลี้ยงในห้องที่มีแสงน้อย ในช่วงกลางวันพวกมันจึงอาจจะออกมาวิ่งเล่นให้เห็นเช่นเดียวกัน การเลี้ยงดอร์เมาส์ควรจัดให้อยู่ในอุณภูมิไม่ต่ำกว่า 70 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 24 องศาเซลเซียส สามารถเลี้ยงในตู้ปลาขนาด 20 นิ้ว ที่ปิดด้วยตะแกรงโลหะขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตร เพราะเจ้ากระรอกจิ๋วมีขนาดเล็กมากและหลบหนีได้เก่ง 1 ตู้ เหมาะสมที่สุดสำหรับดอร์เมาส์ 1 คู่ นอกจากนั้น ตะกร้าพลาสติคอย่างหนาที่มีตาข่ายค่อนข้างเล็กก็ใช้ได้ดี โดยใส่วัสดุรองพื้นให้สูงประมาณ 2 นิ้ว จะใช้กระดาษฝอย ขี้เลื่อย ซังข้าวโพด หรือทรายสำเร็จรูปสำหรับแฮมเตอร์ก็ได้ แต่ควรใส่หญ้าแห้ง เศษผ้า หรือเศษไหมพรมไว้ให้มันคาบไปรองรังนอนด้วย”

เมื่อเป็นสัตว์แสนซน สิ่งที่ควรจัดให้ดอร์เมาส์เพิ่มเติมก็คือ ของเล่นสำหรับปีนป่าย เช่น กิ่งไม้แห้ง เชือก โพรงไม้ และวงล้อสำหรับแฮมเตอร์ เพราะในธรรมชาติพวกมันจะใช้เวลาส่วนมากปีนป่ายหาอาหารตามพุ่มไม้ ผู้เลี้ยงจึงสามารถนั่งมองเจ้ากระรอกจิ๋วแสดงกายกรรมอย่างร่าเริงได้ตลอด ทั้งคืน และควรหาบ้านไม้สำเร็จรูปหรือกระถางดินเผาเล็กๆ ที่กะเทาะให้มีช่องเข้าออกสำหรับให้มันเข้าหลบซ่อนในเวลากลางวัน เพื่อช่วยลดความเครียด หรือเป็นรังนอนและรังคลอด

ส่วนอาหารของดอร์เมาส์ตามธรรมชาติมีหลากหลายเช่นเดียวกับสัตว์ฟันแทะทั่วไป เมื่อนำมาเลี้ยงเองคุณปีย์บอกว่า สามารถผสมอาหารเองได้ โดยใช้อาหารเม็ดสำหรับหนูแฮมสเตอร์ อาหารแมวไขมันต่ำ อาหารนกเขา กระดองปลาหมึกตำหยาบ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง อาหารหมูอ่อน และเสริมด้วยผลไม้สด ผลไม้แห้ง นมอัดเม็ด โยเกิร์ต ไก่สุก ไข่ต้ม ผักสด จิ้งหรีด หนอนนก และขนมปัง สลับสับเปลี่ยนกันไป โดยจัดถ้วยอาหารแห้งกับอาหารเปียก ใช้ขวดน้ำแบบปลายลูกกลิ้งที่ทำจากสแตนเลส หรือใส่น้ำในถ้วยเล็กๆ แต่ควรเปลี่ยนทุกวัน

ดอร์เมาส์ เป็นสัตว์สังคมจึงควรเลี้ยงรวมกันเป็นคู่หรือเป็นกลุ่ม แต่เมื่อตัวผู้โตขึ้นจะเริ่มทะเลาะกันเพื่อแย่งกันผสมพันธุ์กับตัวเมียที่อยู่ในฝูง (ดอร์เมาส์ พร้อมผสมพันธุ์เมื่ออายุ 6 เดือน ขึ้นไป) คุณปีย์บอกว่าอัตราส่วนในการเพาะพันธุ์ที่ได้ผลดีคือ ตัวผู้ 1 ตัว ต่อ ตัวเมีย 2 ตัว ซึ่งสามารถสังเกตอาการตัวผู้ได้จากเสียงร้อง “คริกๆ” คล้ายจิ้งหรีด หากผสมแล้วแม่หนูจะตั้งท้องราว 25-30 วัน และออกลูกครอกละ 2-10 ตัว ในต่างประเทศพบว่าดอร์เมาส์มีลูกได้ปีละครั้ง แต่ด้วยอากาศในบ้านเราทำให้อาจจะมีลูกได้ถึงปีละ 3-4 ครั้ง และเจ้ากระรอกจิ๋วอาจมีอายุในที่เลี้ยงได้มากถึง 6 ปี

“เราจะทำให้ดอร์เมาส์คุ้นเคยกับผู้เลี้ยงได้ โดยแยกลูกหนูออกมาป้อนนมตั้งแต่เล็ก จนสามารถนั่งเล่นบนมือ ป้อนอาหาร และไต่ตามตัวได้ แต่ต้องเริ่มจากช่วงแรกๆ คือไม่เกิน 3 สัปดาห์ หลังจากออกจากท้องแม่ แต่จากประสบการณ์ของผม การนำลูกหนูออกมาป้อนในช่วง 12-15 วัน ลูกหนูจะคุ้นมือเร็วกว่า แต่อัตราการรอดต่ำและกินนมยากกว่า ดังนั้น ควรนำออกมาป้อนช่วง 18-20 วัน จึงจะปลอดภัย อาหารที่ป้อนคือซีรีแล็คสูตรเริ่มต้น หรือจะใช้นมผงสำหรับลูกแมวแทน แล้วผสมกับอาหารเสริมชนิดน้ำสำหรับเด็กก็ทำให้ลูกหนูมีสุขภาพดีได้เช่นกัน”

เมื่อลูกดอร์เมาส์มีอายุราว 30 วัน แล้วผู้เลี้ยงลองยื่นมือลงไปแต่ถูกงับ!! คุณปีย์บอกว่าไม่ต้องตกใจ เพราะมันจะงับเพียงเบาๆ เพื่อสำรวจอาหาร พอมันโตขึ้นและคุ้นเคยกับเรา อาการงับจะลดลง แต่ก็ขึ้นอยู่กับนิสัยของเจ้ากระรอกจิ๋วแต่ละตัวด้วยเช่นกัน แต่หากมันคุ้นเคยกับคนเลี้ยงแล้ว หากจะนำออกมาเล่น ควรยื่นมือลงไปให้มันรู้ตัวก่อน แล้วจึงรวบส่วนลำตัวขึ้นมาด้วยอุ้งมือ ส่วนตัวที่ไม่คุ้นเคยกับคน ควรกำมือแล้วใช้ร่องระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้รวบหนังบริเวณหลังแล้วยกขึ้น ไม่ควรใช้วิธีจับที่หาง เพราะอาจจะทำให้ดอร์เมาส์แว้งกัด หรือหางขาดได้ และไม่ควรแหย่มือ แบบผลุบโผล่ลงไปในกรง เพราะทำให้หนูตกใจ และอาจจะกัดเพื่อป้องกันตัวได้ และต้องล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง

“ผู้เลี้ยงหลายคนมักจะทอดทิ้งดอร์เมาส์ของตนเองเมื่อโตขึ้น เนื่องจากพวกมันไม่มีนิสัยออดอ้อนเหมือนสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ แต่กลับชอบซ่อนตัว ไม่ชอบแสง เคลื่อนไหวรวดเร็ว และระแวงตัวสูง เพราะเป็นเหยื่อของสัตว์ใหญ่ตามธรรมชาติ ทำให้มันค่อนข้างตื่นง่าย ชอบซุกซ่อนและกลัวสิ่งที่เคลื่อนไหววูบวาบ แต่ผู้เลี้ยงก็มีความสุขที่ได้ลูบคลำเจ้ากระรอกจิ๋วตัวอ้วน ได้จัดมุมของเล่นในตู้ และนั่งดูมันแสดงกายกรรมอย่างคล่องแคล่ว วิ่งเล่นในวงล้อ หรือนั่งแทะอาหาร ช่วยลดความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานไปได้มาก ถ้าผู้เลี้ยงเข้าใจพฤติกรรมตามธรรมชาติของพวกมันให้ดี และให้เวลากับมันเพียงพอ ก็จะช่วยลดปัญหาการทิ้งขว้างสัตว์ เพราะเริ่มเบื่อหน่ายได้”

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ดอร์เมาส์เกือบทุกชนิดไม่ใช่สัตว์คุ้มครอง (ยกเว้นสายพันธุ์เฉพาะถิ่นในเกาะญี่ปุ่น) หรือไม่มีรายงานการระบาดของโรคฝีดาษลิงในประเทศไทย ซึ่งเคยมีประวัติในอเมริกา เพราะลักลอบการนำเข้าสัตว์ป่าอย่างผิดกฎหมาย แต่ในบางประเทศก็มีการห้ามนำเข้าดอร์เมาส์ เพราะหากไม่มีการควบคุมตามธรรมชาติอาจจะกลายเป็นศัตรูพืชได้

หมาปั๊ก Puggy ตูบหน้าบี้…จอมทะเล้น

หมาปั๊ก Puggy ตูบหน้าบี้…จอมทะเล้น

หมาปั๊ก

หมาปั๊ก

หมาปั๊ก Puggy ตูบหน้าบี้…จอมทะเล้น (Dogazine)
ในปัจจุบัน คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักสุนัขสายพันธุ์ปั๊กเป็นแน่ เนื่องด้วยกระแสความนิยมในสุนัขสายพันธุ์นี้ที่เริ่มมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะด้วยอุปนิสัยน่ารักน่าเลี้ยงก็ดี หรือจะด้วยรูปร่างหน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ มองอย่างไรก็ไม่เบื่อ ชวนให้หัวเราะแล้วอารมณ์ดีทุกคราที่มองปั๊กน้อย สิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่ทำให้คนไทยหันมาเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้มากขึ้นตามลำดับ
ด้วยความร่าเริงที่ไม่เหมือนใคร หน้าตาแลดูฉงนปนทะเล้น และอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา ทำให้ปั๊กไม่เพียงแต่เป็นที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่ยังแพร่หลายมากขึ้นทั่วโลกอีกด้วย
มาตรฐานสายพันธุ์
ถิ่นกำเนิด   ประเทศจีน
กลุ่ม   Toy
หัว   หัวกะโหลกมีลักษณะกลม ขนาดใหญ่ หนังบริเวณหน้าผากมีรอยย่นมาก
หู   ขนาดเล็ก ใบหูค่อนข้างบาง มีหู 2 ชนิด คือหูตูบแบบบูลด็อก และหูพับแบบลูกกระดุม แต่จะนิยมหูพับมากกว่า
ตา   ดวงตากลมโต สีเข้ม
          ปากสั้น   รูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส กรามล่างจะยื่นออก
จมูก   สั้น สีด
ฟัน   ขบกันแบบกรรไกร
ลำตัว   สั้น หลังตรง ล่ำสัน และมีกล้ามเนื้อแข็งแรง
คอ   สั้น โค้งเล็กน้อย
อก   กว้าง
ขา   ขาหน้าเหยียดตรง เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ความยาวปานกลาง เท้าไม่กลมเหมือนเท้าแมว เล็บสีดำ
หาง หางชี้ขึ้นด้านบน แต่ลักษณะม้วนเป็นวงจนติดบั้นเอว หากม้วนได้ 2 รอบ ถือว่าเป็นลักษณะที่สมบูรณ์
ขน   สั้นละเอียดเป็นประกาย ไม่ปุกปุย
สี   สีน้ำตาลแบบลูกวัว สีเงิน หรือสีดำ มีาร์คกิ้งสีดำที่หน้าและใบหู
ขนาด   สูง 10-11 นิ้ว น้ำหนัก 6.5 – 8.2 กิโลกรัม
การเดิน และการวิ่ง   คล่องแคล่ว ปราดเปรียว
ลักษณะที่ถือว่าบกพร่อง   หัวกะโหลกเล็ก ช่วงปากยาว ตาเล็ก รอยย่นเห็นไม่ชัด
ช่วยชีวิตเฉลี่ย   12 – 14 ปี7 ก้าวเดินตามรอยเท้า… หมาปั๊ก

หมาปั๊ก

 ก้าวที่ 1 : กว่าจะมีวันนี้
สุนัขพันธุ์ปั๊กเป็นสุนัขที่เก่าแก่สายพันธุ์หนึ่ง มีกำเนิดมาจากประเทศจีนมาตั้งแต่ 400 ปี ก่อนคริสตกาล ในสมัยโบราณนิยมเลี้ยงไว้ในวัดจีน ต่อมาเริ่มมีการนำออกไปยังสถานที่ต่าง ๆ ก่อนจะเริ่มแพร่หลายไปยังหลาย ๆ ประเทศในแถบทวีปยุโรป
ในประเทศฮอลแลนด์ สุนัขสายพันธุ์ปั๊กได้รับการยอมรับ และให้เกียรติเป็นอย่างมากเนื่องจากในอดีตมีสุนัขพันธุ์นี้ตัวหนึ่ง เคยช่วยชีวิตของเจ้าชายวิลเลียม โดยการเตือนให้พระองค์ทรงทราบว่าทหารของกองทัพของสเปนได้แอบลอบเข้ามาใกล้แล้วนั่นเอง
ส่วนในประเทศฝรั่งในปี ค.ศ.1790 พระมเหสีของนโปเลียน ผู้นำประเทศฝรั่งเศสในยุคนั้นได้ซ่อนจดหมายไว้ที่ปลอกคอของปั๊ก  แล้วให้มันนำไปแจ้งข่าวสารต่อนโปเลียน เพื่อบอกกับนโปเลียนว่าพระนางถูกจับขังไวที่ Les Carmes
จากวีรกรรมทั้งหลายทั้งมวลเหล่านี้เอง ทำให้สุนัขพันธุ์นี้เริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้น ก่อนจะถูกพัฒนาสายพันธุ์จนกลายเป็นรูปแบบของปั๊กที่สมบูรณ์แบบในประเทศอังกฤษ ต่อมา ปั๊ก เริ่มเป็นที่นิยมในประเทศอังกฤษมากขึ้น แต่จากจำนวนของสุนัขในกลุ่มทอยอื่น ๆ ที่ทวีจำนวนขึ้น ทำให้ความนิยมในตัวปั๊ก เริ่มลดลงตามลำดับ จนเกือบจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศอังกฤษ ซึ่งในขณะนั้นเองพระเจ้าจอร์จที่ 3 ได้ทรงนำเข้าปั๊กจากประเทศฮอลแลนด์และออสเตรีย ทำให้เขาสามารถช่วยดำรงสายพันธุ์ปั๊กไว้ในประเทศอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน
 ก้าวที่ 2 : ลักษณะทั่วไปของ หมาปั๊ก
ปั๊ก เป็นสุนัขพันธุ์เล็ก มีขนาดร่างกายเล็กปานกลาง หน้าสั้นและย่นแลดูทะเล้นน่ารัก ใบหูพับตก และมีขนสั้นเกรียน หางมีลักษณะบิดเป็นเกลียวชี้ขึ้นม้วนจนเป็นวงติดกับบั้นเอง ถ้าหางหางม้วนได้ถึงสองตลบจัดว่าเป็นลักษณะที่สวยสมบูรณ์ที่สุด หายใจและกรนเสียงดัง
สำหรับสัดส่วนของ หมาปั๊ก ถูกผสมพันธุ์ออกมาจนได้รูปร่างที่กะทัดรัดเป็นสี่เหลี่ยมจัดตุรัส ตัน และมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง หัวมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ชิดขึ้นเล็กน้อย ตากลมยื่นออกมาแลดูอ่อนโยน มีสีดำเป็นประกาย หูสั้นตกลงข้างหัว มีความนุ่มคล้ายกำมะหยี่ คอสั้นโค้งเล็กน้อย ขาหน้าเหยียดตรง มีขนสั้นละเอียดเป็นประกาย มีสีเหลืองแอปริคอท มีมาร์คกิ้งสีดำที่หน้าและใบหู
สุนัขพันธุ์นี้เป็นที่นิยมเลี้ยงกันมากในปัจจุบัน เนื่องจากมีนิสัยน่ารัก ถึงหน้าตาของเขาจะดูเหมือนคิดมากไปสักหน่อย แต่ถ้าได้ลองเลี้ยงแล้วจะหลงใหลไม่รู้ตัว เพราะความอ่อนโยนของมัน ข้อควรระวังในการเลี้ยงคือสภาพอากาศที่ร้อน ปั๊กจะทนไม่ค่อยได้ ถ้าทนไม่ไหวอาจเป็นลมแดดได้ และถ้าอากาศเย็นควรให้อยู่ในที่อุ่น ๆ หรือหาเสื้อมาสวมให้เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหวัด

หมาปั๊ก

 ก้าวที่ 3 : เกาะติดนิสัย หมาปั๊ก
ธรรมชาติของ หมาปั๊ก จะเป็นสุนัขที่มีลักษณะเป็นมิตร ปราดเปรียว ว่องไว อารมณ์ดี อยากรู้อยากเห็น ชอบเข้าสังคม มีความนุ่มนวล แต่บางครั้งอาจมีความตื่นตัวและมีพละกำลังในการเล่นมาก ไม่ชอบทะเลาะเบาะแว้งกับสุนัขตัวอื่น ๆ มีความซื่้อสัตย์ต่อเจ้าของ ชอบพบปะทักทายกับคน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของหรือคนแปลกหน้า มีความฉลาดในระดับปานกลาง
แม้จะเป็นสุนัขสายพันธุ์ที่ชอบเข้าสังคม แต่ปั๊กก็เป็นสุนัขที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ดื้อรั้น แต่เข้มแข็ง มันมีนิสัยชอบเอาชนะ และเด็ดเดี่ยวมากพอตัวทีเดียว
 ก้าวที่ 4 : ความต้องการการดูแลเอาใจใส่
โดยส่วนมากสุนัขพันธุ์นี้จะขี้เกียจ หากปล่อยให้อยู่ตามลำพังหรือไม่มีอุปกรณ์ฝึกเขา จึงควรพาเขาไปเดินเล่นหรือเล่นเกมโยนของไปให้เขาเก็บทุกวัน แต่อย่าให้เขาออกกำลังกายหนัก ๆ ในช่วงที่มีอากาศร้อน หรือหลังกินอาหารเสร็จ
แม้สุนัขพันธุ์นี้จะไม่ต้องการการดุแลเสริมสวยให้ยุ่งยากมากนัก แต่ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาความสะอาดทุกวัน อีกทั้งการดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของการออกกำลังกาย ก็เป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้ปัก๊กจะไม่ใช่สุนัขที่รักกีฬา แต่การพาเขาไปออกกำลังกายให้พอเพียง ก็จะช่วยให้เขาไม่อ้วนและกลายเป็นสุนัขที่เฉื่อยชาจนเกินไป
 ก้าวที่ 5 : ผู้เลี้ยงที่เหมาะสม
เจ้าของที่สมบูรณ์แบบของ หมาปั๊ก จะต้องมีอุปนิสัยอ่อนโยน คอยดูแลเอาใจใส่เขา เหมาะมากสำหรับเจ้าของที่ชอบความสงบเงียบ และคนที่ต้องการสุนัขที่เลี้ยงไม่ยาก สำหรับบ้านที่มีพื้นที่เพียงเล็กน้อย ผู้ที่อาศัยอยู่ในหอพักหรือคอนโดมิเนียมก็สามารถเลี้ยงปั๊กได้อย่างสบาย ๆ เนื่องจากรูปร่างที่เล็ก ไม่ใหญ่เทอะทะ ทำให้ปั๊ก ไม่ต้องการพื้นที่เลี้ยงดูมากนัก
 ก้าวที่ 6 : ข้อควรระวัง
เนื่องจากรูปทรงของตาและใบหน้าทำให้สุนัขสายพันธุ์นี้มีแนวโน้มที่จะเกิดการบาดเจ็บที่ตาได้ง่าย ถ้าปั๊กของคุณกำลังถูตาอยู่ กระพริบตาถี่ ๆ มีน้ำตาไหลมากเกิน หรือตามีการเปลี่ยนสีไป ควรปรึกษาสัตวแพทย์ของคุณโดยทันที และการที่เป็นสุนัขจมูกสั้น เขาจึงมักมีปัญหาเกี่ยวกับเพดานปากอ่อน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบอยู่เสมอ
นอกจากนี้ ปั๊กยังมีความเสี่ยงที่จะอ้วนได้ง่าย ดังนั้น การควบคุมปริมาณอาหารและการออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งจำเป็น โครงสร้างกะโหลกศีรษะที่สั้น ส่งผลให้ปั๊ก มักมีปัญหาระบบทางเดินหายใจส่วนต้น โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงหรือภายหลังการออกกำลังกายอย่างหนัก จึงควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มากเกินไป และการเลี้ยงดูในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูง
 ก้าวที่ 7 : โรคและความผิดปกติที่พบได้
 ความผิดปกติต่าง ๆ ของนัยน์ตา เช่น หนังตาม้วน โรคตาแห้ง กระจกตาอักเสบ แผลหลุมบริเวณกระจกตา
 ความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ กลุ่มอาการผิดปกติของท่อทางเดินหายใจส่วนต้น ในสุนัขสายพันธุ์ที่มีใบหน้าสั้น
 ระบบทางเดินสืบพันธุ์ ได้แก่ ภาวะคลอดยาก เนื่องจากขนาดหัว และช่วงไหล่ของลูกสุนัขมีขนาดใหญ่นั่นเอง

มาเลี้ยง เม่นแคระ กันเถอะ

เม่นแคระ

เม่นแคระ

ปัจจุบันมีสัตว์มากมายหลายชนิดเข้ามาเพิ่มทางเลือกให้กับคนรักสัตว์รุ่นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ดังนั้น สัตว์เลี้ยงของพวกจึงต้องมีวิธีการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก และไม่ต้องการพื้นที่มากนัก แตกต่างไปจากสัตว์เลี้ยงพื้นฐาน เช่น สุนัข หรือแมว และหนึ่งในสัตว์เลี้ยงหน้าใหม่ที่ก้าวเข้ามาแบ่งปันความรักจากคนเลี้ยงสัตว์ไปไม่น้อยก็ได้แก่ เม่นแคระ หรือ African pygmy hedgehog

เม่นแคระ เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่มีหนามแหลมทั่วลำตัว แต่สามารถจับสัมผัสได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกสลัดขนใส่หากจับอย่างถูกวิธี และมันไม่ต้องการการดูแลมากนัก อีกทั้งยังมีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติกรรมการขดตัวม้วนกลมอันเป็นเอกลักษณ์น่ารักโดดเด่น ซึ่งเป็นการป้องกันตัวเองจากศัตรูนั่นเอง

อุปนิสัยของ เม่นแคระ

 เม่นแคระ เป็นสัตว์สันโดษ ชอบอยู่ตัวเดียว และหวงถิ่น ดังนั้น ไม่แนะนำให้เลี้ยงรวมกัน ไม่เช่นนั้น เม่นแคระ อาจกัดกัดจนเสียชีวิตได้ หากเลี้ยงมากกว่า 1 ตัว ต้องแยกพื้นที่ในการเลี้ยงดูออกจากกันอย่างชัดเจน

 เม่นแคระ จะตื่นในเวลากลางคืน และนอนตอนกลางวัน กิจกรรมทุกอย่างจึงถูกกระทำตลอดคืน เช่น เดินไปมาในกล่อง ยกถ้วยอาหารเล่น กัดกินอาหาร กินน้ำจากขวด ฯลฯ

 เม่นแคระ ไม่ใช่สัตว์ที่มีนิสียชอบมาคลอเคลียกับผู้เลี้ยง และมันก็ไม่ฉลาดเหมือนสัตว์เลี้ยงยอดนิยมอื่น ๆ เช่น กระต่าย หรือแก๊สบี้

 เม่นแคระ ที่มีขนแหลม ๆ ทั่วตัวนั้น อาจทำให้มือของคุณบาดเจ็บได้ หากจับไม่ถูกวิธี หรือทำให้เขาตกใจ หรือเม่นไม่มีความคุ้นเคยกับคุณ

 เม่นแคระ มักจะกัดและเคี้ยววัตถุหรือสิ่งของแปลก ๆ ที่มันไม่กลิ่น จนเกิดเป็นฟองน้ำลาย แล้วนำฟองน้ำลายมาแปะติดไว้ตามตัว เพื่อจดจำกลิ่น หรือปรับตัวเองให้มีกลิ่นเหมือนสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยตามปกติ ดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงควรระมัดระวังอย่าให้ เม่นแคระ ไปกัด หรือเคี้ยววัตถุมีพิษ

สีของเม่นแคระ

เม่นแคระแต่ละสีที่นิยมเลี้ยงในปัจจุบันมีหลากหลายสี โดยแต่ละสีจะเห็นเด่นชัดในช่วงวัยที่ต่างกันและไม่แน่นอน และเม่นแคระแต่ละสีนั้นก็มีราคาซื้อขายตามท้องตลาดแตกต่างกันด้วย เริ่มตั้งแต่ตัวละ 500 บาท จนถึงหลักพัน โดยสีที่ราคาสูงที่สุดคือ สีแอพริคอท ราคาตั้งแต่ 1,500-2,000 บาทขึ้นไป

 สีนอมอล-ขนหนามพาดด้วยสีดำ ผิวหนัง ตา จมูก หู มีสีดำ คล้ำ

 สีช็อกโกแลต-หนามพาดด้วยสีน้ำตาลเข้ม หน้า ผิวหนัง จมูก หู สีน้ำตาล ตาสีดำ

 สีบราวน์-หนามพาดด้วยสีน้ำตาลอ่อน ตาสีดำ ส่วนอื่นเป็นสีน้ำตาลอ่อน

 สีซินเนมอน-หนามพาดด้วยสีเทาน้ำตาล หน้าขาว ผิวหนังและหูสีชมพู ตาดำ หรือดำอมแดง จมูกสีตับอ่อน

 สีซินนิคอท-หนามพาดด้วยสีเทาอมส้ม หรือน้ำตาลอมส้ม ผิวหนัง หน้า จมูก หูมีสีชมพู ตาดำ

 สีแอพริคอท-หนามพาดสีส้ม หน้า ผิวหนัง จมูก หู มีสีชมพู ตาสีแดงเข้ม หรือสีทับทิม

 สีอัลบิโน่-หนามสีขาวล้วนทั้งเส้นไม่มีสีอื่นปน ตาสีแดงใส ส่วนอื่นมีสีชมพู

เม่นแคระ กลุ่มสีพิเศษ อาทิ…

 เอ็กซ์-สโนว์แฟลก โดยรวมจะดูเหมือนกลุ่มสีพื้นข้างต้น แต่จะมีหนามสีขาวทั้งเส้น ขึ้นแซมอยู่ทั่วทั้งตัว ประมาณ 30-70%

 เอ็กซ์-ไวท์ โดยรวมจะดูเหมือนกลุ่มสีพื้นข้างต้น แต่จะมีหนามสีขาวทั้งเส้น ขึ้นแซมอยู่ทั่วทั้งตัวมากกว่า 95% (มักเรียกกันง่ายๆ ว่า “ขาวตาดำ”)

 เอ็กซ์-พินโต โดยรวมจะดูเหมือนกลุ่มสีพื้นข้างต้น แต่จะมีหนามสีขาวทั้งเส้น ขึ้นแซมอยู่เป็นกลุ่ม ๆ มีบริเวณ เป็นจุด ๆ

วิธีการเลี้ยงเม่นแคระ

สำหรับที่อยู่ของ เม่นแคระ ควรมีอุปกรณ์พื้นฐาน ได้แก่ บ้านหรือโพรงเป็นมุมมืดไว้ให้เม่นได้นอนกลางวัน, ถ้วยสำหรับใส่อาหาร, ขวดน้ำ, ขี้เลื่อยสำหรับรองพื้นกล่อง เพื่อช่วยดูดซับของเสียจากการขับถ่ายของเม่นแคระ (แนะนำให้ใช้เป็นแบบก้อนอัดแท่ง เพราะสะอาดและประหยัด), วิตามินผสมน้ำเพื่อช่วยเพิ่มเติมสารอาหารที่ขาดหายไป

ส่วนอาหารที่ใช้เลี้ยง เม่นแคระ แนะนำให้ใช้ อาหารแมว ไม่แนะนำให้ใช้อาหารสุนัข เพราะว่าเม็ดใหญ่กว่า และมีความแข็งมากกว่าอาหารแมว ทำให้เม่นแคระกัดกินลำบาก

อย่างไรก็ตาม เม่นแคระ ไม่ใช่สร้างที่เลี้ยงยาก เพียงแต่นักเลี้ยงเม่นแคระ มือใหม่ ส่วนใหญ่มักเลี้ยงไม่รอด เนื่องจากซื้อลูกเม่นที่ยังไม่หย่านมมาเลี้ยง เปอร์เซ็นต์รอดชีวิตจึงต่ำมาก ซึ่งวิธีการเลือกซื้อเม่นแคระ มาเลี้ยงนั้น ให้สังเกตการเดิน โดย เม่นแคระ ที่หย่านมแล้วจะเดินได้ถนัด ไม่คลานเตาะแตะ จมูกชื้น มีสุขภาพดี

เลี้ยงปลาทอง ง่ายๆสบายๆ

maxresdefault

ประวัติของปลาทอง

ปลาทองมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและญี่ปุ่น ต่อมาถูกนำไปเลี้ยงในยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 17 และถูกนำไปเผยแพร่ในอเมริกา ในศตวรรษที่ 19 ชาวจีนและชาวญี่ปุ่นรู้จักผสมพันธ์ปลาทองมานานแล้ว และได้ปลาทองลูกผสมที่น่า สนใจ มีสีหลากหลายตั้งแต่สีแดง สีทอง สีส้ม สีเทา สีดำและสีขาว แม้กระทั่งปลาทองสารพัดสีในตัวเดียวกัน ปลาทองมีชีวิตอยู่ตามแหล่งธรรมชาติ จนกระทั่งมีชาวจีนบางคนได้จับมาเลี้ยงตามบ่อเพราะดูน่าตาสวยดี สีสันแปลกตา สร้างความเพลิดเพลินใจได้เป็นอย่างดี จึงเลี้ยงสืบต่อกันมาเรื่อยๆ ทำให้มีการแปรผันเป็นสัตว์เลี้ยงและพัฒนาเรื่อยมา

ประกอบกับความนิยมเลี้ยงที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ปลาทองที่เลี้ยงมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนแปรไป เช่น แต่เดิมปลาทองจะหาอาหารตามบ่อน้ำธรรมชาติเพื่อเลี้ยงชีวิตซึ่งต้องออกเรี่ยวออกแรง ไขมันส่วนเกินก็ไม่มี หุ่นก็เพรียวลม ครั้นย้ายนิวาสสถานมาอยู่ตามบ่อเลี้ยง อาหารปลาก็ถูกนำมาเสริฟกันถึงขอบบ่อ แถมเสิร์ฟเป็นเวลาซะด้วย ทำให้ปลาทองบางตัวพุงป่องดูอ้วนตุ้ยนุ้ยขึ้นและหากลักษณะต่างๆ ดังกล่าวเกิด เป็นที่ประทับใจมนุษย์หรือคนดูคนชมว่าสวยแล้ว ก็จะถูกขุนขึ้นไปเรื่อยๆ ตามสูตร

ปลาทองถูกมนุษย์เลี้ยงมาตั้งแต่อดีต ประมาณ พ.ศ. 1161-1450 หรือนับเป็นพันปีมาแล้ว ปลาทองในสภาพธรรมชาติที่ไม่ได้ถูกมนุษย์นำมาเลี้ยงนั้น ก็ได้พัฒนาตัวเองทำมาหากินตามธรรมชาติ สืบทอดสายพันธ์มาจนถึงปัจจุบัน ก็แทบจะเป็นคนละปลาเดียวกันกับปลาทองของวันนี้เลย เพราะเมื่อพิจารณาดูจะพบว่าปลาใน ปลาตะเพียนทั้งหลายแหล่ต่างก็อยู่ในเทือกเขาเหล่าตระกูลเดียวกันกับปลาทอง คือ FAMILY CYYPRNDAE

ปลาทองชนิดต่าง ๆ

ชื่อไทย         ทองหัวสิงห์
ชื่ออังกฤษ     Lion head gold fish
ชื่อวิทยาศาสตร์     Carasius auratuss
แหล่งกำเนิด     ประเทศจีน

ปลาทองหัวสิงห์เป็นปลาทองชนิดที่ได้รับความนิยมมากในหมู่ผู้เลี้ยงปลา ปลาชชนิดนี้มีรูปทรงสง่างาม มีอยู่ 2 สายพันธุ์คือ สิงห์จีนและสิงห์ญี่ปุ่น สิงห์จะมีลักษณะหัวใหญ่ส่วนใหญ่จะมีวุ้นหนา ลำตัวยาว สิงห์ญี่ปุ่นส่วนหัวจะเล็กกว่าส่วนใหญ่ไม่มีวุ้นลำตัวสั้น หลังจะโค้งมน หางสั้นและเชิดขึ้นดูสง่างาม ปลาทองหัวสิงห์เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย กินลูกน้ำ ไรแดง ไข่น้ำ การเลี้ยงปลาชนิดนี้ให้ได้ดีควรเลี้ยงในอ่างตื้น ๆ ลึกไม่เกิน 8 นิ้ว จะทำให้ปลามีรูปร่างสวยงาม

ชื่อไทย         ริวกิ้น
ชื่ออังกฤษ     Veiltail
ชื่อวิทยาศาสตร์     Carrasius auratus
แหล่งกำเนิด     ประเทศจีน

ปลาทองริ้วกิ้นเป็นปลาทองที่นิยมของ ผู้เลี้ยงปลา เนื่องจากมีรูปทรงสวยงาม ลำตัวป้อมสั้น ท้องใหญ่ หางยาวเป็นพวง ส่วนหัวสูง ลำตัวเป็นสีส้ม หรือส้มแดงปนขาว เวลาว่ายน้ำจะเป็นถ่วงท่าที่ดูสง่างาม ปลาชนิดนี้มีทั้งที่สั่งมาจากประเทศญี่ปุ่นและเพาะพันธ์ขึ้นเองในประเทศ ปลาจากญี่ปุ่นจะมีรูปร่างและสีดีกว่าของไทย แต่มีราคาสูงกว่าของไทยมาก ตู้ที่เลี้ยงปลาชนิดนี้ต้องมีน้ำใสสะอาด ไม่ควรให้น้ำเย็นเกินไป ปลาริ้วกิ้นชอบกินลูกน้ำ ไรสีน้ำตาล และอาหารสำเร็จ

44378_4

แนะวิธีเลี้ยงกระต่ายถูกวิธี

แนะวิธีเลี้ยงกระต่ายถูกวิธี เสริมมงคลรับปีเถาะ “ไม่ใช่แค่เลี้ยงง่าย แต่ต้องดูแลให้ดีที่สุด”

ปีนี้เป็น “ปีกระต่ายทอง” ปีมงคลที่คนจำนวนไม่น้อยนิยมมอบกระต่ายเป็นของฝากแก่กัน หลายคนเชื่อว่าจะเป็นสัตว์นำโชคและสามารถเสริมดวงเรื่องโชคลาภ ความรัก ความร่ำรวยได้ ทำให้แหล่งขายกระต่ายแทบทุกแห่งในปีนี้ยอดรายได้ทะยานลิ่วอย่างไม่น่าเชื่อ…

สำหรับมือใหม่ที่อยากเลี้ยงกระต่าย อย่าคิดเพียงว่าเป็นแค่สัตว์เล็กที่เลี้ยงง่ายเท่านั้น ก่อนนำมาเลี้ยงควรพิจารณาหลายสิ่งหลายอย่างประกอบด้วย เพราะกระต่ายต้องการการดูแลอย่างถูกวิธี อีกทั้งเรื่องความรับผิดชอบต่อชีวิตสัตว์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากทำให้เขาต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร หรือเบื่อแล้วปล่อยทิ้งขว้างไม่ไยดี คงไม่ใช่เป็นการเสริมดวงแต่จะสร้างบาปกรรมให้กับผู้เลี้ยงมากกว่า….

วันนี้ สัตวแพทย์หญิง ลลนา เอกธรรมสิทธิ์ หัวหน้าฝ่ายวิชาการสัตว์เลี้ยงพิเศษ (Exotic Pet) โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน มีเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูกระต่ายอย่างถูกวิธีมาฝากว่า “นอกจากสุนัขและแมวแล้ว กระต่ายถือเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยมอันดับต้น ๆ ที่คนสนใจ สังเกตได้ว่ากลุ่มของคนเลี้ยงกระต่ายมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน และรู้สึกดีที่เห็นคนหันมาเลี้ยงกระต่ายมากขึ้น ความจริงแล้วธรรมชาติของสัตว์ชนิดนี้อายุไม่ยืนนัก อายุขัยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5-10 ปี กระต่ายเป็นสัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยงยาก เลี้ยงได้เหมือนสัตว์เลี้ยงทั่วไป เพียงแต่ต้องทราบว่าเขาต้องการอาหารและสิ่งแวดล้อมแบบไหนที่เหมาะสม”

“ธรรมชาติของกระต่ายเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แพร่พันธุ์ได้ง่ายและรวดเร็ว ออกลูกครอกหนึ่งประมาณ 6-10 ตัว ถ้าไม่ต้องการเลี้ยงเพื่อเพาะพันธุ์ก็ควรทำหมันเสีย ไม่เช่นนั้นภายในหนึ่งปีจะมีจำนวนมากทีเดียว กระต่ายเป็นสัตว์สุภาพ ชอบอยู่เงียบ ๆ เป็นฝูง อาหารส่วนใหญ่จะเป็นหญ้าและอาหารเม็ด

การเลี้ยงควรให้หญ้าสดและหญ้าแห้งเป็นอาหารหลัก เสริมผักและผลไม้เล็กน้อย การให้หญ้ามีประโยชน์กับกระต่ายมาก เพราะส่งผลต่อสุขภาพและการขับถ่าย ช่วยในการลับฟันตลอดจนป้องกันปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับฟัน นอกจากนี้ในฤดูฝนและหนาวกระต่ายจะเป็นหวัดและปอดบวมง่าย มีปัญหาเรื่องผิวหนัง ความอับชื้นและเชื้อรา ส่วนฤดูร้อนจะมีปัญหาเรื่อง Heat Stroke หรือการช็อคจากความร้อน เป็นต้น ดังนั้นจึงควรเอาใจใส่และดูแลเขาเป็นพิเศษในฤดูกาลต่าง ๆ ”

สัตวแพทย์สาว ยังกล่าวต่อด้วยว่า  ผู้เลี้ยงทั่วไปมักคิดว่ากระต่ายเป็นสัตว์ที่ตายง่าย แค่ตกใจก็ตายแล้ว ความจริงก็ไม่ถึงขนาดนั้น แล้วแต่ตัวมากกว่า เคยมีกระต่ายหลายตัวที่มารับการรักษาทำแผลซึ่งเจ็บมาก แต่ก็ถึงกับไม่ช็อคตาย คงต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และลักษณะของภูมิอากาศ ณ จุด ๆ นั้นด้วย เพราะส่วนใหญ่กระต่ายจะช็อคได้ถ้าร้อนมาก ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าอาการช็อคหรือตกใจง่ายจนตายจะเป็นกับกระต่ายทุกตัวเสมอไป

“อีกอย่างการหิ้วหูกระต่ายเป็นสิ่งไม่ควรทำ เพราะบริเวณหูมีเส้นเลือดเยอะมาก หากไปหิ้วหูจะทำให้เส้นเลือดบริเวณนั้นฉีกขาด หูจะช้ำ การจับที่ถูกต้องคือให้จับบริเวณหนังด้านท้ายทอยและช้อนก้นเพื่อช่วยรองรับน้ำหนัก ส่วนสถานที่เลี้ยงต้องไม่ร้อนจัด ไม่ชื้นแฉะ ลมไม่พัดแรง มีอากาศถ่ายเทสะดวก กรงต้องสะอาดและการให้อาหาร การเปลี่ยนน้ำต้องสะอาดเสมอ สิ่งสำคัญควรปล่อยให้กระต่ายได้วิ่งเล่นออกกำลังกายบ้าง จะทำให้เขามีอารมณ์เบิกบานแจ่มใสและไม่เหงาเกินไป”

นอกจากนี้ การเลี้ยงกระต่ายควรต้องระวังโรคด้วย เพราะจะมีโรคทั้งที่คนติดจากสัตว์และโรคที่สัตว์เป็นแล้วไม่ติดคน  สำหรับโรคที่พบในกระต่ายส่วนใหญ่ จะมีโรคท้องเสียจากเชื้อบิด ซึ่งจะทำให้หูแดงคัน หรือบิดเบี้ยว โรคติดเชื้อราบริเวณฟันของกระต่าย ฯลฯ สำหรับคนก็สามารถเป็นภูมิแพ้ เช่นแพ้ขนกระต่าย เป็นต้น กรณีที่เลี้ยงกระต่ายร่วมกับสุนัขและแมวควรนำมาฉีดวีคซีนป้องกันพิษสุนขบ้าด้วย ซึ่งการฉีดวัคซีนสามารถทำได้เมื่อกระต่ายอายุ 4 เดือนขึ้นไป หากในบ้านมีเด็กและใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงเป็นประจำ

ปัจจุบันกระต่ายมีหลากหลายพันธุ์ให้เลือก การที่จะตัดสินใจเลี้ยงกระต่ายสักตัว ควรเข้าใจถึงธรรมชาติของเขา ศึกษาถึงการดำรงชีวิตและลักษณะและนิสัยของพันธุ์นั้นด้วยว่าเป็นอย่างไร โดยทำความรู้จักให้ดีก่อนรับมันเข้าบ้าน ส่วนการเลือกซื้อกระต่ายควรเลือกเมื่ออายุประมาณหนึ่งเดือนครึ่งขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่หย่านมและเริ่มกินอาหารปกติได้แล้ว จะช่วยลดปัญหาเรื่องเลี้ยงกระต่ายเด็กเกินไปแล้วเสียชีวิต ลักษณะกระต่ายที่ดีคือต้องแจ่มใส ตาไม่ขุ่น ไม่มีขี้ตา ไม่มีน้ำมูก ดูก้นว่าสะอาดไม่เลอะเทอะ ตามตัวไม่มีบาดแผล สะเก็ดหรือขนร่วง อาการขาแป  ฯลฯ เป็นต้น

สัตวแพทย์ลลนา ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ให้ผู้เลี้ยงควรสังเกตกระต่ายเป็นประจำด้วยว่ามีอาการป่วยเกิดขึ้นหรือไม่ เช่นไม่ดื่มน้ำ ไม่กินอาหาร ขนร่วง ซึม เป็นแผล มีขี้มูกขี้ตา  บางตัวอาจเป็นไรในหู คือขี้หูรวมตัวเป็นแผ่นหนา ซึ่งกระต่ายจะคันมาก หรือในกรณีที่กระต่ายเป็นตาฝ้า ลูกตามีหนองอยู่ข้างใน หรือมีน้ำตาไหล อาจเกิดจากเยื่อบุตาอักเสบ ขนทิ่มตา ท่อน้ำตาตัน ฝุ่นผงควัน ฯลฯ ก็ไม่ควรปล่อยไว้ควรพามาให้สัตวแพทย์ตรวจหาความผิดปกติเพื่อรักษาได้ทันการณ์

“กระต่ายเป็นสัตว์เลี้ยงที่เชื่อง ไร้เดียงสาและน่ารัก ส่วนใหญ่มีชีวิตที่น่าเศร้าเพราะอยู่ในป่ามักเป็นผู้ถูกล่า หรือไม่ก็เป็นสัตว์ทดลองในห้องแล็ป วันนี้กระต่ายอาจกลายเป็นสัตว์นำโชคของมนุษย์โดยไม่รู้ตัว หากเลี้ยงเพื่อเสริมดวงก็ควรดูแลเอาใจใส่เขาอย่างดีที่สุด ทำให้เขามีความสุข ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อเขาจะได้อยู่กับเราไปนาน ๆ”  สัตวแพทย์สาว กล่าวสรุป

สิ่งที่ควรทำในการเลี้ยงกระต่าย

1.ดูแลและสังเกตเป็นประจำ ถ้าเกิดความผิดปกติเพียงเล็กน้อยต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์

2.ให้สัมผัสอย่างเบามือ

3.ทำความความสะอาดบริเวณกรงอย่างสม่ำเสมอ

4.ควรให้อาหารที่เหมาะสม

5.ควรให้ถ่ายพยาธิหรือตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1ครั้ง

สิ่งที่ไม่ควรทำในการเลี้ยงกระต่าย

1.อย่าหิ้วหูกระต่ายเด็ดขาด

2.อย่าให้อาหารประเภทขนมที่เป็นแป้ง คาร์โบไฮเดรต เพราะจะเกิดผลเสียกับเขา

3.อย่าเลี้ยงกระต่ายเป็นแฟชั่น ให้เลี้ยงเพราะว่าอยากจะเลี้ยง

4.อย่าอาบน้ำให้กระต่ายบ่อยเกินไป ประมาณ  3-4 เดือน/ครั้งก็พอ

5.หากที่บ้านมีแมว ไม่ควรเอาห้องน้ำแมวที่มีสารดับกลิ่นมาใช้กับกระต่าย ควรใช้ขี้เลื่อยหรือหนังสือพิมพ์แทน

ขั้นตอนการอาบน้ำเจ้าหนูแกสบี้ตัวป่วน

ขั้นตอนการอาบน้ำเจ้าหนูแกสบี้ตัวป่วน

 

Scurvy2

 

ขั้นตอนการอาบน้ำสุนัข อาบน้ำแมว ก็คงเคยรู้จักกันมาแล้ว คราวนี้มาดูว่าการอาบน้ำให้เจ้าหนูแกสบี้ตัวป่วนนั้นต้องเตรียมตัวและมีขั้นตอนอะไรบ้าง

 

ขั้นตอนที่ 1 : เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมดังนี้ 1. อ่างล้างมือสำหรับให้หนูแกสบ้อาบน้ำ 2. แชมพูสำหรับหนูแกสบี้(แชมพูสำหรับกระต่ายหรือลูกแมวก็ใช้ได้) 3. ผ้าขนหนู 2 ผืน 4. ไดร์เป่าผม

ขั้นตอนที่ 2 : รองอ่างล้างมือด้วยผ้าขนหนูเพื่อไม่ให้หนูแกสบี้ลื่น

ขั้นตอนที่ 3 : เติมน้ำอุ่น (ไม่ใช่น้ำร้อน!) ลงในอ่างประมาณ 1 นิ้ว แล้วอุ้มหนูแกสบี้ลงอ่างอย่างเบามือ

ขั้นตอนที่ 4 : ค่อยๆ เอาน้ำรดลงบนตัวหนูแกสบี้ โดยหลีกเลี่ยงบริเวณหน้าโดยเฉพาะหู กรณีที่หน้าของหนูแกสบี้สกปรกให้ใช้ผ้าเปียกหมาดๆ เช็ดแทนที่จะใช้น้ำโดยตรง

ขั้นตอนที่ 5 : สระขนของหนูแกสบี้ด้วยแชมพูให้เป็นฟอง

ขั้นตอนที่ 6 : ล้างแชมพูออกด้วยน้ำอุ่น ให้ระวังบริเวณใบหน้า

ขั้นตอนที่ 7 : เช็ดตัวหนูแกสบี้ด้วยผ้าขนหนูสะอาดอย่างเบามือ เนื่องจากกระดูกของหนูแกสบี้อาจจะหักได้ และถ้าหากหนูแกสบี้สั่นไม่ต้องตกใจ เพราะหนูแกสบี้จะหยุดสั่นเมื่อตัวแห้งดีแล้วเอง

ขั้นตอนที่ 8 : เป่าขนให้แห้งด้วยไดร์เป่าผม โดยใช้อุณหภูมิและความแรงที่ต่ำที่สุด นอกจากนี้ให้ระวังเรื่องเสียงไม่ให้ดังเกินไปด้วย

ขั้นตอนที่ 9 : ย้ายหนูแกสบี้กลับสู่บ้านที่ทำความสะอาดแล้ว อย่าลืมให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกับความรักแก่หนูแกสบี้ของคุณด้วย

1379917809-2490445795-o

เรามาเรียนรู้ เสียงของหนูตะเภา กัน ++++

shutterstock_62025007

เสียงของหนูตะเภา

วิธีสังเกตุเสียงร้องของหนูตะเภา เยี่ยงมีวุ้นแปลภาษาของโดราเอม่อน เวลามันส่งเสียงร้องแบบนั้น มันเป็นอะไรกันนะ

1. Wheeking

คือลักษณะเสียงสูงที่ยาวคล้ายการผิวปากโดยจะพบว่าหูจะขยับด้วยในบางครั้ง เสียงนี้มักจะหมายถึงว่า “เจ้าพวกมนุษย์ รีบเอาอาหารมาให้พวกเราเดี๋ยวนี้นะ!”

2. Purring

คือการส่งเสียงต่ำและคงที่สม่ำเสมอ แต่อย่าสับสนกับคำว่า purr ของแมวนะ ในหนูตะเภา ถ้ามีลักษณะเสียงที่ต่ำประกอบกับท่าทางที่ดูผ่อนคลายแสดงว่าหนูตะเภากำลัง “ผ่อนคลายและมีความสุข” แต่ถ้าหากว่าที่หางเสียงมีระดับเสียงที่สูงขึ้น แสดงว่าหนูตะเภากำลังรู้สึก “รำคาญ”

3.Rumbling

คือจะคล้ายกับ purring แต่ว่าเสียงจะต่ำกว่าและมีการสั่นของเสียงคล้ายๆกับเสียงเครื่องยนต์ หนูตะเภาตัวผู้จะใช้เสียงนี้เพื่อหาคู่หรือเรียกหาความรักจากตัวเมียนั่นเอง

4.Whining

คือลักษณะเสียงครางที่สูงในหนูตะเภา ถ้าหนูตะเภาส่งเสียงนี้แสดงว่าเค้ากำลังรู้สึกรำคาญ หรือไม่ชอบสิ่งที่คุณกำลังทำกับตัวเค้า

Screen-Shot-2558-09-19-at-7.54.00-PM

 

เลี้ยงสัตว์ เรามาลองดูว่า แฮมสเตอร์สายพันธุ์ต่างๆ มีอะไรกันบ้าง

tr

แฮมสเตอร์พันธุ์ยุโรป ( European Hamster)

Hamster

เป็นพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาแฮมสเตอร์ทั้งหมด คือมีขนาดเกือบเท่ากระต่าย แต่ไม่เป็นที่นิยมเลี้ยงกันเพราะว่ามีนิสัยค่อนข้างดุ และไม่สามารถเลี้ยงให้เชื่องได้ แม้จะลองนำมาเลี้ยงในสวนสัตว์แล้วก็ตาม

แฮมสเตอร์พันธุ์ซีเรีย ( Syrian Hamster)

syrian-hamster-4

           เป็นพันธุ์ขนาดกลางเมื่อโตเต็มที่แล้วขนาดจะ อยู่ที่ราว 15 ซม. เท่านั้น พันธุ์ซีเรียนี้มีทั้งแบบขนสั้น ขนยาว และหลากหลายสีสัน พันธุ์ซีเรียสามารถเลี้ยงให้เชื่องได้หากเราให้ความเอาใจใส่เมื่อเรานำเขามา เลี้ยง

แฮมเตอร์พันธุ์แคระ ( Dwarf Hamster)

dwarfHamster_D

            เป็นพันธุ์ที่มีขนาดเล็กที่สุด ด้วยความยาวขนาดโตเต็มที่แล้วเพียง 7 ซม. เท่านั้น แฮมสเตอร์แคระสามารถแบ่งแยกย่อยได้อีก 3 ชนิดได้แก่

พันธุ์ไชนีสแคระ ( Dwarf Chinese Hamster )

kui

          ลักษณะหัว และลำตัวค่อนข้างยาว และเพรียวกว่าแฮมสเตอร์แคระพันธุ์อื่นๆ ส่วนลักษณะของเท้าก็เป็นแบบเดียวกันกับแฮมสเตอร์พันธุ์ซีเรีย คือไม่ค่อยมีขนปกคลุม แต่จะมีหางที่ยาวกว่าพันธุ์ซีเรียอยู่เล็กน้อย

พันธุ์แคมเบลรัสเซียนแคระ ( Dwarf Campbell’s Russian Hamster )

7283042448_9b5e79ffef_b

ลักษณะคล้ายกับพันธุ์วินเทอร์ ไวท์ รัสเซียนแคระ มากแต่ว่าจะมีขนาดตัวใหญ่กว่าเล็กน้อย ลักษณะโดยทั่วไปคือ หน้าสั้นทู่ ตัวเป็นทรงกลม ขนแน่น นุ่มและเป็นมันเงาปกคลุมทั่วทั้งลำตัว เท้า และ คลุมหางที่กุดสั้นของมัน

พันธุ์วินเทอร์ ไวท์รัสเซียน แคระ ( Dwarf Winter White Russian Hamster )

uiuyi

มีลักษณะคล้ายกับพันธุ์แคมเบล รัสเซียน แคระ เล็กน้อย แต่มีขนาดตัวเล็กกว่า และหน้าจะสั้นทู่กว่าพันธุ์แคมเบล รัสเซียน แคระอยู่เล็กน้อย(แฮมสเตอร์หน้ายิ่งสั้นเท่าไหร่จะน่ารักมาก)แต่ลักษณะที่ แตกต่างคือโดย ธรรมชาติแล้ว จะเปลี่ยนสีขนเป็นสีขาวดุจหิมะเมื่ออยู่ในที่ที่มีอากาศเย็น เป็นแฮมสเตอร์ที่มีลักษณะน่ารักเป็นพิเศษ น่ารักและเป็นมิตรกว่าพันธุ์อื่นๆ

พันธุ์โรโบรอฟสกี้ ( Dwarf Roborovski )

jkui

             เป็นหนูแฮมสเตอร์แคระที่มีขนาดเล็กที่สุด โตเต็มที่ยาวประมาณ 2 นิ้ว (4-5 ซม.) หน้าตาจะไม่เหมือนกันกับพันธุ์อื่นๆ สีของลำตัวจะมีสีคล้ายทรายในทะเลทรายเพื่อพรางตัวจากศัตรู มีดวงตากลมโต มีนิสัยตื่นตัวอยู่เสมอ มีความแคล่วคล่องว่องไว วิ่งเร็วกว่าพันธุ์อื่นๆมาก

มาดูวิธีการเลี้ยงหนูแกสบี้ และ กระต่าย

วิธีเลี้ยงหนูแกสบี้ และกระต่ายค่ะ

 

** สำหรับเนื้อหาตรงนี้พี่นกเขียนขึ้นเองตามประสบการณ์ที่พอจะนึกออกไว้ให้สำหรับมือใหม่เข้ามาศึกษา  หากขาดตกบกพร่องประการใดต้องขออภัยมาณ. ที่นี้ด้วยค่ะ ขอบคุณทุกท่านที่สนใจนะคะ **

guinea pig closeup shot over white

อุปกรณ์การเลี้ยง

 

1.   กรงหรือคอกไม้  ควรใช้วัสดุที่ไม่เคลือบพลาสติกเพราะเค้าเป็นสัตว์ฟันแทะเค้าจะแทะพลาสติกทำให้เกิดอันตรายได้ค่ะ  ดูเป็นกรงสุนัขหรือกรงแมว  กรงกระต่ายก็ได้ค่ะ  ขนาดควรมากกว่า 60 cm.ขึ้นไปต่อ 1 ตัวค่ะ  โดยส่วนใหญ่ตามร้านขนาดกรงจะประมาณ 40*60 cm. , 60*60 cm. , หรือมากกว่านี้ก็ยิ่งดีค่ะ   สำหรับกรงกระต่ายควรเลือกที่มีขนาดสูงหน่อยค่ะเพราะเค้าชอบยืนค่ะ  และควรเลือกกรงที่มีขนาดประตูใหญ่ ๆ  เวลาเข้าออกจะได้ไม่เกี่ยวขาค่ะ

  shutterstock_62025007

2.  แผ่นพลาสติกรองพื้นกรงกันขาตกร่องกรง  ซื้อตามร้านขายต้นไม้หรือวัสดุก่อสร้างก็ได้ค่ะ  บอกว่าซื้อตระแกรงลวดหุ้มพลาสติก  จะเป็นรูกลม ๆ ให้เลือกขนาดกลางเพราะถ้าเล็กมากจะทำให้อึติดสกปรกง่าย  ถ้าใหญ่เกินไปขาเค้าก็ตกร่องอีกค่ะ กระต่ายบางตัวชอบแทะแผ่นนี้ให้สังเกตุดีๆ สำหรับกระต่ายเดี๋ยวนี้เห็นมีแผ่นรองแบบหนาๆสำหรับสุนัขน่าจะใช้ได้ดีกว่าแผ่นนี้นะคะ

1378895832-P1110794JP-o

3.  ถ้วยอาหารควรเป็นถวยดินเผา หรือเซลามิก  ไม่ควรใช้พลาสติกเพราะเค้าเป็นสัตว์ฟันแทะค่ะ อันตรายมากหากกินพลาสติกเข้าไป

cavywithcarrot

4.  ใช้ขวดน้ำลูกกลิ้งสำหรับสัตว์เลี้ยงขวดน้ำควรมีขนาดใหญ่พอสมควรเพราะเค้าจะกินน้ำเยอะมากในช่วงหน้าร้อน  สำหรับลูกหนูหรือกระต่ายไม่ควรให้จุกลูกกลิ้งแบบที่ไว้สำหรับสุนัข(ที่เค้าขายเฉพาะจุกเอาไปใช้กับขวดน้ำดื่มทั่วไป)เพราะแรงดันลิ้นเค้าจะดันลูกกลิ้งลูกใหญ่เท่านั้นไม่ค่อยได้ค่ะ  และไม่ควรให้น้ำเป็นถ้วยเพราะสกปรกและอาจทำให้เกิดโรคได้ง่ายค่ะ

cavy

5.  แชมพูผสมครีมนวดสำหรับสัตว์เลี้ยง  สูตรอ่อน  หลายๆคนถามว่าใช้แชมพูสุนัขได้ไหม  ตอบได้เลยค่ะว่าได้เพราะบางครั้งพี่นกก็ใช้กับหนูจำนวนกว่า 200 ตัวค่ะก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร  แต่ต้องผสมน้ำให้เจือจางเยอะ ๆ  และใช้สูตรอ่อนโยนสำหรับลูกสุนัขค่ะ

312906563953

6.  หวีซี่ห่าง ๆ  ไม่ควรใช้หวีที่เป็นลวดเส้นเล็ก ๆ เพราะอาจทำให้ผิวหนังอักเสบได้ค่ะ

IMG_7106

7.  บ้างโพรงไม้  ไว้สำหรับเข้าไปนอนและให้ความอบอุ่นในหน้าหนาว แต่ในช่วงแรกที่รับเค้าเข้าบ้านอย่าพึ่งใส่เพราะจะทำให้เค้าไม่คุ้นคนแหละหลบในบ้านไม้ตลอดค่ะ เอาไว้ให้เค้าคุ้นเราก่อนแล้วค่อยให้หรือให้แค่ตอนกลางคืนหรือตอนอากาศหนาวนะคะ

Screen-Shot-2558-09-19-at-7.53.27-PM

 8.  ไม้ลับเล็บลับฟัน  เพื่อช่วยป้องกันฟันและเล็บยาวและคมเกินไป

 อาหาร

aadb01bcdac

1.  น้ำสะอาด  ควรให้น้ำจากขวดน้ำสำหรับสัตว์ที่มีหัวเป็นลูกกลิ้ง  เพราะถ้าให้เป็นถ้วยจะสกปรก  และทำให้เกิดโรคได้หลายโรค  หนูกระต่ายทุกตัวจากบ้านพี่นกกินน้ำจากขวดเป็นค่ะ  ควรล้างทำความสะอาดอาทิตย์ละครั้ง  หากต้องการใส่วิตตามินควรให้วิตตามินสำหรับสัตว์ชนิดน้ำผสมน้ำสะอาด  และควรเปลี่ยนน้ำทุกวันค่ะ  ไม่ควรใส่วิตตามินซีชนิดเม็ดลงในน้ำค่ะเพราะน้ำจะบูดง่ายและวิตซีเมื่อโดนแสงก็สลายไปซะส่วนใหญ่จะไม่ค่อยได้อะไรตรงนั้นเลย   อย่าแขวนขวดน้ำสูงมากให้ดูระดับปากเค้าว่าเค้ายืนถึงขนาดไหนก็กะดู และก็อย่าแขวนต่ำมากเพราะเค้าจะเล่นน้ำปากคางเปียกไปหมด   ในช่วงแรกเค้าอาจหาขวดน้ำไม่เจอให้จับปากเค้ามาแตะ ๆให้น้ำไหลใส่ปากเค้านิดหน่อยเค้าก็จะรู้ว่าตรงนี้มีน้ำนะเวลาหิวจะเดินมากินเอง

guinea-pig-booboo-lieveheersbeestje-61

2.  อาหารเม็ด  ไม่ควรให้อาหารเม็ดอย่างเดียวเพราะในอาหารเม็ดไม่มีวิตามินมากเพียงพอควรให้อาหารสดเพื่อเสริมสารอาหาร หรือให้วิตตามินสังเคราะห์เสริมด้วยจะดีมาก ไม่ว่าอาหารยี่ห้อดีแค่ไหนถ้าเราเก็บไม่ดีมีความชื่นมันก็เท่านั้น

3.  หญ้าขนสด  เป็นอาหารที่ดีที่สุดที่สัตวแพทย์ส่วนมากแนะนำ  ให้ได้มากเท่าที่เค้ากินหมด

4.  หญ้าอบแห้ง  หญ้าแห้งไม่เหมาะกับการปูนอนเพราะทำให้อับชื้นและเป็นเชื้อราได้ง่าย  ควรไว้ให้เค้ากิน  หรือใช้รองในตระกร้าเวลาเดินทางชั่วคราวได้ค่ะ หญ้าอัลฟาฟ่ามีแคลเซี่ยมสูงเหมาะสำหรับหนูกระต่ายเด็กอายุ 1-6 เดือนให้กินเสริมวันละนิดหน่อยทุกวัน  พอ 6 เดือนขึ้นไปให้กินวันเว้นวันแล้วให้หญ้าธิโมธี่กินทุกวันแทนนะคะ  ควรให้เค้าได้กินหญ้าแห้งทุกวันช่วยเรื่องฟันและระบบทางเดินอาหารเค้าได้เยอะเลยจ้า

5.  ผักสด  เช่น  แครอท  กระเพรา  ผักกาดหอม  ผักกาดขาว  ข้าวโพดดิบ   ข้าวโพดอ่อน ฯลฯ

6.  ผลไม้สด  เช่น  ฝรั่ง ชมภู่  แอปเปิ้ล สับปะรด(ช่วยเกี่ยวกับเรื่องก้อนขนค่ะ)

**  ผักและผลไม้สดควรล้างน้ำให้สะอาดมาก ๆ เพื่อป้องกันพยาธิและสารตกค้าง  ไม่ควรปล่อยให้เน่าคากรง  ให้เช้าเย็นควรเก็บทิ้ง  ให้เย็นเช้าควรเก็บทิ้ง  ไม่ต้องเสียดายเพราะมันก่อให้เกิดกลิ่นและความสกปรกอาจทำให้เกิดโรคขึ้นได้ค่ะ

 ผักและผลไม้ที่ไม่ควรให้ทานมีดังนี้ค่ะ

–  ผักที่มีน้ำเยอะ  เช่นแตงกวา  แตงโม  แตงไท  มะเขือเทศ

 –  ผักที่มียางเยอะ  เช่นผักบุ้ง

–  ใบตำลึงก็ไม่ควรค่ะเพราะเป็นยาระบายอาจทำให้ท้องเสียได้ค่ะ  พี่นกเคยเจอมาแล้วค่ะมันติดมากับหญ้าขน  ระวังนะคะเห็นแล้วเก็บทิ้งไปซะค่ะ

–  ห้ามให้ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว  เช่น  ส้ม  มะนาว  ก่อนให้กินผลไม้ควรชิมดูก่อน

–  ห้ามให้กินเมล็ดทานตะวันแบบหนูแฮมสเตอร์เพราะอาจทำให้ติดคอได้  อาหารบางยี่ห้อถุงจะคล้าย ๆกันให้ดูรูปหน้าถุงให้ดี ๆนะคะ  ว่าเป็นของแกสบี้หรือไม่ค่ะ  มีน้องเคยฝากเพื่อนซื้อ และไปซื้อของแฮมสเตอร์มาพอแกะดูใช้ไม่ได้เลยต้องเสียเงินไปซื้อถุงใหม่มาเพราะเค้าทานด้วยกันไม่ได้จ๊ะ

***  ผลไม้ไม่ควรให้ทั้งผลหรือชิ้นใหญ่  ควรหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆลองดูก่อนว่าเค้ากินหมดไหมแล้วค่อยให้เพิ่ม  สำหรับลูกหนูหรือกระต่ายตัวเล็ก  ควรระวังผลไม้ที่มีลักษณะแข็งเช่นแครอทหรือฝรั่งและอาหารเม็ด  เพราะเค้ายังเคี้ยวไม่ค่อยละเอียดเหมือนตัวใหญ่  เคยมีกรณีเจ้าตัวเล็กกินอาหารเม็ดแล้วสำรักทั้งเม็ด(ขอโทษนะคะหากเขียนผิด) แครอทติดหลอดลมก็เคยมีค่ะ  เพราะฉะนั้นในหนูหรือกระต่ายเด็ก ๆพี่นกแนะนำให้กินหญ้าขนสด หญ้าอัลฟาฟ่า และน้ำผสมวิตามินก็เพียงพอแล้วค่ะ

***  การป้อนนม  หากจำเป็นต้องป้อนในกรณีกำพร้าแม่ไม่ควรใช้นมวัว  ให้ใช้นมถั่วเหลืองชนิดจืดหรือนมแพะผสมน้ำเปล่า  และป้อนทุก ๆ 2 ชม.  หากไม่จำเป็นไม่ควรป้อน  ให้เค้ากินอาหารและน้ำเองตามธรรมชาติของเค้าดีที่สุดค่ะ  เพราะเราอาจทำให้เค้าสำรักและทำให้น้ำนมใหลเข้าหลอดลมเป็นอันตรายได้ค่ะ

การฝึกเจ้าตัวเล็ก

1.  การฝึกให้ขับถ่ายเป็นที่  1-2 วันแรกที่พาเค้าเข้าบ้านควรให้เค้าอยู่ในที่ ๆเราจัดให้เค้า เช่นกรงหรือคอก  เค้าก็จะขับถ่ายในบริเวณนั้นและสร้างกลิ่นเป็นที่ประจำของเค้า  หลังจากนั้นก็ลองปล่อยเค้าออกมาเวลาเค้าปวดถ้าทางเข้าที่อยู่เค้า ๆสามารถเข้าไปเองได้เค้าก็จะเข้าไปขับถ่ายในที่ของเค้าแต่ถ้าทางเข้าสูงเค้าเข้าไปไม่ได้เค้าอาจจะร้องส่งสัญญาณให้เรารู้ว่าตอนนี้ปวดอึปวดฉี่นะให้พาเค้าเข้ากรงหน่อยจ้า  (แต่กระต่ายไม่ร้องนะคะ  ต้องสังเกตุดี ๆจ๊ะ)  ถ้าเค้าเรี่ยราดข้างนอกโดยที่เราเห็นไม่ทั้นให้เช็ดทำความสะอาดให้หมดจดและพาเค้าเข้ากรงเค้าก็จะรู้แล้วว่าคราวหน้าควรจะเข้าไปถ่ายในกรงจ๊ะ

2.  การฝึกให้เชื่อง  ในช่วง 1-3 วัน  เค้าอาจจะยังไม่ชินกันสถานที่เหมือนคนเราเวลาเปลี่ยนที่นอนยังนอนไม่หลับ  กินข้าวไม่ลงเลย  เค้าก็เช่นกัน  ต้องให้เวลาเค้าช่วงวันแรก ให้เค้าทำความรู้จักกับบ้านใหม่เจ้าของใหม่ด้วยตัวเองอย่าไปยุ่งกับเค้ามาก  เวลาให้อาหารเค้าก็ให้เรียกชื่อเค้า คุยกับเค้า  แล้ววันที่สองก็ค่อย ๆลูบ ๆเค้าหรือจับเค้ามาพูดคุยเรียกชื่อเค้าบ่อย ๆ  แรก ๆอาจมีดิ้น ๆร้อง ๆบ้างเป็นเรื่องปกติอย่าวิตกไปเลยจ๊ะ  ต้องใช้เวลาเล่นคุยกับเค้าบ่อย ๆ  แล้วเค้าก็จะเรียนรู้เองว่าเราไม่ทำอันตรายกับเค้าทีนี้เวลาเรียกเค้าก็อาจจะเดินมาหาคุณได้เองค่ะ  ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะเล่นกับเค้าคือเวลาเย็น ๆอากาสดี ๆหรือตอนดูละครเพระเค้าเป็นสัตว์กลางคืนชอบที่จะเล่นเวลาแบบนี้มากกว่ากลางวันค่ะ

การอาบน้ำ

สำหรับหนูแกสบี้ในฤดูร้อนควรอาบน้ำประมาณอาทิตย์ละครั้ง  ส่วนฤดูฝนหรือหนาว 2 อาทิตย์ครั้งก็ได้ค่ะ  ไม่ควรอาบน้ำตอนกลางคืนหรือวันที่อากาศชื้นหรือหนาวเพราะจะทำให้เป็นโรคปอดบวมได้ง่าย  ซึ่งรักษายากมากอาจทำให้ตายได้ภายใน 24 ชม.เลยทีเดียวค่ะ(เคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับน้องคนหนึ่งแล้ว  อย่าให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นกับคุณเพียงเพราะการอาบน้ำเพียงครั้งเดียวเลยจ๊ะ)    ถ้าหากเห็นว่าเค้าสกปรกมากให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวและเป่าขนให้แห้งค่ะ  หรือใช้ผ้าเช็ดตัวสำหรับสัตว์ก็ได้ค่ะลองหาซื้อตามเพ็ทชอปต่าง ๆดูนะคะ   การทาแป้งสำหรับสัตว์เล็ก(ไม่ใช่แป้งกำจัดเห็บของสุนัขนะคะ)  แต่การทาแป้งนี้ไม่ค่อยแนะทำเท่าไหร่ค่ะ  เพราะจะทำให้เกิดฝุ่นฟุ้งรบกวนระบบการหายใจของเค้าได้จ๊ะ  เท่านี้ก็จะช่วยให้เค้าดูสะอาดขึ้นค่ะ  (สำหรับกระต่าย  ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำก็ได้ค่ะเพราะเค้าจะทำความสะอาดตัวเอง  คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยนิยมอาบน้ำให้กระต่ายค่ะ  ถ้าจะอาบควรอาบเมื่ออายุ 2 เดือนครึ่งขึ้นไปค่ะ)

         การอาบน้ำเตรียมอุปกรณ์ดังนี้

1.  กระละมัง ขนาดใหญ่กว่าตัวเค้านิดหน่อย  2 ใบ

 2.  แชมพูผสมครีมนวดสำหรับสัตว์เล็ก

3.  ผ้าเช็ดตัวหนา ๆแบบซับน้ำได้ดี

4.  ไดร์เป่าผม

5.   ถุงมือยางหนา ๆ (กันเค้าข่วนแขนเราเสียโฉมไงจ๊ะ)

6.   หวีซี่ห่าง ๆ  ไม่ควรใช้หวีของสุนัขที่เป็นลวดเส้นเล็ก ๆเพราะจะทำให้รูขุมขนเค้าอักเสบได้ค่ะ

7.   เบบี้ออยใส ๆ บำรุงขนค่ะ

มาเริ่มอาบกันเลยค่ะ

–  เริ่มด้วยการใส่ถุงมือเลยค่ะเพื่อป้องกันเค้าดิ้นและข่วนเราค่ะ

–  รองน้ำอุ่น ๆ (น้ำอุ่นช่วยให้เค้าดิ้นน้อยลง) ใส่กระละมัง

–  อุ้มเค้าลงและใช้น้ำค่อย ๆวักใส่ตัวเค้าค่ะ  ห้ามให้น้ำเข้าหูตาและจมูกเค้านะคะ

–  ผสมแชมพูกับน้ำสะอาด ประมาณ แชมพู 1 ส่วน  น้ำ 5 ส่วน  แล้วฟอกให้ทั่วตัวเค้าค่ะ (สำหรับพี่นกจะมีขวดไว้ผสมแชมพูเลยค่ะเพื่อความสะดวก  น้อง ๆจะลองใช้ก็ได้นะคะ)

–  ล้างแชมพูให้สะอาด 2 น้ำค่ะ

–  ใช้ผ้าเช็ดตัวเค้าเบา ๆ เอาน้ำออกให้มากที่สุดค่ะ  อย่าขยี้เพราะจะทำให้ขนพันกันค่ะ

–  ใช้ไดร์ลมอุ่น ๆ เป่าเค้าจนแห้ง

–  หากต้องการใส่เบบี้ออยให้ใช้เพียงหยด สองหยดทูที่มือเราแล้วทาที่ตัวเค้าตอนขนหมาด ๆค่ะ  อย่าใส่มากเพราะขนจะแห้งยากและกลายเป็นหนูชุบน้ำมันไปในที่สุดจ๊ะ

–  ใช้หวี ๆจัดทรงแค่นี้ก็เรียบร้อยห๊อม หอมแล้วค่ะ (สำหรับเจ้าขนหยิก ห้ามใช้หวี ๆ ค่ะให้ใช้นิ้วเราสาง ๆเอาและใส่เบบี้ออยค่ะ)

–  ใช้กระดาษทิชชู่หรือสำลีนุ่ม ๆเช็ดน้ำออกจากใบหูด้านนอกเบา ๆด้วยนะคะ  ห้ามใช้ไม้แคะเข้าไปข้างในนะคะ

–  ตอนนี้อาบน้ำเสร็จแล้วจะตัดเล็บก็ได้ค่ะเพราะเล็บกำลังนิ่ม ๆตัดง่ายค่ะ  ตัดปลาย ๆ ที่แหลม ๆออกนิดหน่อยก็พอค่ะ  ระวังอย่าให้โดนเนื้อสีชมพูค่ะ  ถ้าหนูสีดำเล็บจะสีดำให้ดูดี ๆค่ะตัดแค่ปลาย ๆแหลม ๆจ๊ะ  ตัดเสร็จให้ใช้สำลีชุบยาเบตาดีน (ยาใส่แผล) เช็ดทำความสะอาดปลายเล็บป้องกันการติดเชื้อด้วยนะคะ

–  เสร็จแล้วก็ลองตรวจสุขภาพปากและฟันเบื้องต้นดูซิว่าฟันตรง  หรือยาวหรือเกไหม  หากรู้สึกว่าผิดปกติไปจากเดิมควรพาไปพบแพทย์ตรวจอย่างละเอียดอีกทีนะคะ

–  หากพบว่าผิงหนังมีสะเก็ด  หรือเป็นรอยแดง ๆอาจมีสาเหตุดังนี้ค่ะ

        1.  เชื้อรา  ลักษณะ  ผิวหนังจะแดง ๆ  มีสะเก็ด ขนบริเวณนั้นร่วง  ให้ใช้ครีมทาแก้เชื้อราที่ใช้สำหรับคน  หาซื้อตามร้านขายยาทั่วไปก็ใช้ได้เหมือนกันค่ะ  ให้ทาบ่อย ๆ  และอาบน้ำบ่อย ๆไม่นานก็จะหายเองค่ะ  (สาเหตุเกิดจากความอับชื้นในกรง  สำรวจดูว่ามีหญ้าแห้งอยู่ในบ้านไม๊  ถ้ามีเก็บทิ้งแล้วล้างบ้านและกรงตากแดดอาทิตย์ละครั้ง  ผ้าห่มนอนควรมี 2 ผืน  ซักทุกวันใช้สลับกันวันละผืนจ๊ะ)

        2.  เหา,ไร  ลักษณะ  ผิวหนังแดง  มีตัวไรเล็ก สีแดงหรือดำ หรือไข่เหาเหมือนเหาคน  บริเวณขน  ส่วนมากจะขึ้นบริเวณจมูก  หัว  และลำตัว  ก็ให้อาบน้ำแล้วพาไปพบแพทย์เพื่อหยดยากำจัดเห็บไรค่ะ  แล้วห้ามอาบน้ำ 1 อาทิตย์  หลังจากนั้นก็อาบตามปกติ  แล้วสังเกตุดูเห็บไรก็จะลดน้อยลงหรือหายขาดเลยล่ะคะ  แต่หากยังเห็นหลงเหลืออยู่ก็พาไปหยดยาอีกรอบเพื่อความแน่ใจว่าให้หายขาดไปเลยค่ะ  (เห็บเหาไรนี่เป็นได้ตลอดหากไม่ค่อยอาบน้ำ  และที่บ้านเลี้ยงสุนัขและแมว หรือนกไก่ ควรสำรวจสัตว์เลี้ยงตัวอื่น ๆด้วยน๊ะจ๊ะ)

จะรู้ได้อย่างไรเมื่อเค้าป่วย

                กระต่ายและแกสบี้  ตามธรรมชาติแล้วเค้าเป็นสัตว์กลางคืน  เวลากลางวันเค้ามักจะนอนเหยียดยาวทั้งวันไม่ค่อยกินไม่ค่อยเดินเท่าไหร่  แต่จะลุกขึ้นมากินเวาลาเย็น ๆมืด ๆ  เพราะฉะนั้นเวลาให้อาหารควรให้เวลากลางคืนเยอะกว่ากลางวัน  และหมั่นสังเกตุว่าหากวันไหนอาหารหรือน้ำไม่ลดให้ตรวจเช็คขวดน้ำเป็นอันดับแรกว่าน้ำไหลไหม  (ถ้าน้ำไม่ไหลให้เปิดฝาขวดดูบางยี่ห้อจะมียางรองกันรั่ว  ให้ลองเอาแผ่นนั้นออกดูแล้วคว่ำขวดดูว่าน้ำไหลไม๊  แต่หากไหลมากเกินไปอีกก็เจาะแผ่นกันรั่วให้ใหญ่กว่าเดิมหน่อยแล้วใส่เข้าไปใหม่  หากทำอะไรแล้วก็ยังมีปัญหาอยู่ก็ควรซื้อใหม่และขอที่ร้านลองขวดน้ำเลยค่ะจะได้ไม่ต้องเสียเวลากลับไปซื้ออีกค่ะ)  ถ้าน้ำไหลปกติให้ตรวจดูตาหู  และผิวหนังดูว่ามีอะไรผิดปกติไหม  ตัวผอมไปกว่าเดิม  หรือมีอึติดก้นไหม  ถ้ามีอาการดังกล่าวให้โทรมาปรึกษาพี่นกได้เลยค่ะ

 อาการต่อไปนี้คืออาการที่รุนแรงมากจะต้องรีบนำเจ้าตัวเล็กส่งแพทย์โดยด่วนที่สุด

–  ไม่ยอมกินอะไรนานกว่า 8 ชั่วโมง

–   หายใจลำบากมาก

–  มีเลือดออกจากปาก ทวาร หรืออวัยวะสืบพันธุ์

–  ปัสสาวะไม่ได้

–  เซื่องซึมมากๆ

–  ท้องเสีย เหลวเป็นน้ำละกลิ่นเหม็นคาว

–  ชัก หมดสติ

–  มีปัญหาระหว่างคลอดลูก

การป้องกันไม่ให้เจ้าตัวเล็กป่วย

1.  การป้องกันที่ดีที่สุดคือความสะอาด  ที่อยู่  อาหารและน้ำ  ควรหมั่นดูแลความสะอาดทุกวัน  ก่อนจับเค้า  หรือให้อาหารก็ควรล้างมือก่อนเผื่อมือเราไปจับอะไรมาซึ่งอาจมีเชื้อโรคที่เรามองไม่เห็นก็ทำให้เค้าป่วยได้  หลังจับเค้าก็ควรล้างมือให้สะอาดอันนี้เพื่อตัวเราเอง  ถ้าไปเที่ยวร้านขายสัตว์หรือฟาร์มสัตว์เลี้ยงกลับมาสิ่งแรกที่ต้องทำคืออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยมาเล่นกับสัตว์เลี้ยงของเราเพราะเราอาจเป็นคนนำเชื้อโรคมาสู่เค้าโดยไม่รู้ตัวจ๊ะ

2.  คนส่วนใหญ่มักถามว่าเค้ามีโรคอะไรติดต่อเราได้ไหม  ตอบว่ามีหากคุณไม่รักษาความสะอาดแล้วเค้าเกิดป่วยก็สามารถติดต่อเราได้  แต่ถ้าเราป้องกันอย่างดีก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง  แต่เราเองก็อาจเป็นคนนำโรคไปติดเค้าเองก็ได้  หากเราป่วยเราก็ควรระวัง  ไม่ควรไอหรือจามใส่เค้าโดยตรง  หรือมีคนในบ้านป่วยก็อย่าให้เค้าเข้าใกล้เจ้าตัวเล็กเด็ดขาด  เคยมีคนเป็นหวัดแล้วหนูติดหวัดจากคนมาแล้วนะคะป้องกันไว้ก่อนดีกว่าจ๊ะ

3.  เมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง  หนาวจัด  ร้อนจัด  ฝนตก  ควรตรวจตราดูสถานที่เลี้ยงเค้าว่ามีอุณหภูมิแบบไหน  ฝนสาดไหม  แดดส่องมากเกินไปไหม  รีบหาวิธีแก้ไข  และตรวจสุขภาพลูก ๆซะอย่าชะล่าใจ  ไม่งั้นอาจต้องเสียใจภายหลัง

4.  ถามว่าต้องฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าหรือไม่  ความจริงเค้าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต้องฉีดค่ะค่าฉีดไ่ม่แพงอย่างที่คิดแต่ต้องพาเค้าไปเช็คร่างกายชั่งน้ำหนักและแจ้งอายุก่อน ส่วนใหญ่คุณหมอก็จะนัดวันให้ไปฉีดเองจ้า

5.  วิตามินซีช่วยได้เมื่อเป็นหวัดระยะเริ่มต้น  ควรให้กินผลไม้ที่มีวิตามินซีบ้างป้องกันหวัด  เช่นฝรั่ง หรือกินวิตามินสังเคราะห์แบบเม็ด ครั้งละ 25-100 mg. อย่าให้ทีละเยอะๆแต่ให้ทีละน้อยแบบสม่ำเสมอ ถ้าเอาตามพี่พี่ก็ให้เค้าสำหรับตัวที่ยังเล็กไม่ถึง 3เดือนก็กินแค่วันละ 25 mg. ถ้าโตกว่านี้ก็เช้า 25 เย็น 25 ตัวท้องและตัวป่วยให้เช้า 50 เย็น 50 mg. ค่ะ ส่วนใหญ่มันมีขายเม็ดละ 50mg.เราก็เอามาหักครึ่งเอานะคะถ้าซื้อเป็นกระปุกใหญ่มาก็ให้แบ่งใส่กระปุกเล็กส่วนที่เหลือจะได้ไม่โดนอากาศให้วิตามินเสียนะคะ ไม่แนะนำให้ซื้อแบบที่เค้าแบ่งใส่ซองใสๆแล้ว ซื้อเป็นซองฟอยหรือเป็นกระปุกจะดีกว่านะคะ

6.  ห้ามอาบน้ำตอนกลางคืนเด็ดขาด  และหลังอาบน้ำควรเช็ดตัวให้แห้งสนิทโดยเฉพาะใต้ท้อง  ย้ำหลายครั้งก็ยังมีคนพลาดอยู่พี่ไม่อยากให้เสียใจภายหลังกันนะคะ

7.  ควรตรวจเช็คสุขภาพเค้าด้วยตัวเราเองทุกครั้งหลังอาบน้ำ  และควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพทั่วไปทุก 6 เดือนจ๊ะ

01